วันพฤหัสบดีที่ 23 ตุลาคม พ.ศ. 2557

ภูมิแพ้จากไรฝุ่น


โรคภูมิแพ้ไรฝุ่น

ไรฝุ่น (http://commons.wikimedia.org/wiki/File:House_Dust_Mite.jpg)
ไรฝุ่น (http://commons.wikimedia.org/wiki/File:House_Dust_Mite.jpg)
สารทั้งสองที่เกิดขึ้นจากการสลายตัวของโปรตีนจากสัตว์ที่พบในมูลของไรฝุ่นที่อาจทำให้เกิดปฏิกิริยาการแพ้ในบ้านจำนวนมากสามารถพบได้ในไรที่นอน, หมอน, แผ่นในเบาะและหรูหรา
ไรในการทำซ้ำอย่างรวดเร็ว: รุ่นใหม่ของไรจะเกิดทุก 3 สัปดาห์ที่ผ่านมา มันจึงดูเหมือนง่ายที่จะเข้าใจว่าทำไมไรฝุ่นอาจทำให้เกิดปัญหาที่สำคัญสำหรับโรคภูมิแพ้
กวาดดูดฝุ่นทำความสะอาดหรือเปลี่ยนแผ่นทำให้เกิดการถ่ายโอนจากตัวไรในอากาศที่เราหายใจที่พวกเขายังคงถูกระงับเป็นเวลาประมาณ 20-30 นาที เมื่อสารก่อภูมิแพ้เหล่านี้จะสูดดมเข้าไปผู้ป่วยที่สำคัญอาจมีอาการแพ้เช่นคัดจมูกหรือโรคหอบหืด
การปรากฏตัวของไรขึ้นอยู่กับความชื้นในบรรยากาศที่:
 สภาพแวดล้อมที่มีทั้งแห้งและเย็นน้อยเหมาะสำหรับการงอกของพวกเขา

วิธิป้องกันจากไรฝุ่น

บางเคล็ดลับง่ายๆสำหรับการทำความสะอาดบ้านสามารถช่วยลดการสัมผัสกับสารก่อภูมิแพ้และเกิดอาการภูมิแพ้ขนาดใหญ่ของไรฝุ่นในบ้านสามารถพบได้ในห้องนอนและโดยเฉพาะอย่างยิ่งในเตียงซึ่งเป็นสาเหตุที่ลดการสัมผัสกับสารก่อภูมิแพ้ในพื้นที่ของบ้านเป็นขั้นตอนแรกที่สำคัญที่จะปฏิบัติตาม
  1. ปกคลุมที่นอนและเตียงกับผ้าห่มผ่านไม่ได้ต่อสารก่อภูมิแพ้ (วัสดุน้ำซึมผ่านสารก่อภูมิแพ้ที่ทำจากวัสดุพิเศษพลาสติกหรืออื่น ๆ ที่ป้องกันไม่ให้สูดดมสารก่อภูมิแพ้จาก)
  2. ปกคลุมด้วยหมอนปลอกหมอนสารก่อภูมิแพ้ผ่านไม่ได้, หมอน, หรือแทนที่พวกเขาด้วยการล้างทำความสะอาดได้สังเคราะห์
  3. ล้างแผ่นที่นอนยัดไส้ผ้าห่มและผ้าคลุมเตียงในน้ำร้อนทุกสัปดาห์และอุณหภูมิไม่ต่ำกว่า 60 ° C หรือสูงกว่า ซักแห้งเป็นวิธีทางเลือกที่จะช่วยให้การควบคุมตัวไรฝุ่น
แม้ว่าล้างในน้ำเดือดเพื่อฆ่าไรแผ่นจะได้รับการหมู่สินค้าเร็ว ๆ นี้จึงเป็นสิ่งจำเป็นที่ซักผ้าที่จะทำอย่างสม่ำเสมอ ถ้าคุณไม่สามารถล้างทุกอย่างในน้ำอุ่นล้างออกด้วยน้ำอุ่นรายสัปดาห์ชั่วคราวจะไปก่อภูมิแพ้
  1. ให้พื้นผิวที่ทำความสะอาดในห้องนอนและชัดเจนของวัตถุขนาดเล็กซึ่งจะแทนถูกเก็บไว้ในลิ้นชักหรือกล่องปิดเพื่อป้องกันฝุ่นละอองจากการเก็บสะสมในพวกเขา
  2. ลบออกผ้าม่านหรือวัสดุอื่น ๆ ที่ดึงดูดฝุ่นเช่นหนังสือจากห้องนอน เสื้อผ้าควรเก็บไว้ในลิ้นชักหรือในตู้ที่มีประตูปิด
  3. ลดจำนวนของของเล่นนุ่มในห้องนอนและล้างพวกเขาทุกสัปดาห์ในน้ำร้อน
  4. ลบออกปูพรมหนาจากห้องพักห้องนอนและอื่น ๆ ของบ้าน พรมมากเกินไปในชั้นของบ้านเป็นมั่นเหมาะไม่แนะนำเพราะมันโปรดปรานการสร้างและพัฒนาของไร พื้นไม้เนื้อแข็งหรือเสื่อน้ำมันเป็นที่นิยมสำหรับผู้ป่วยที่มีอาการภูมิแพ้
  5. วิธีการลดการสะสมของไรในบ้านอีกประการหนึ่งคือเพื่อลดความชื้นให้ต่ำกว่า 50% และรักษาอุณหภูมิห้องถึง 21 องศาหรือน้อยกว่า
  6. ไม่เคยนอนหลับหรือนั่งบนโซฟาและเก้าอี้
  7. การดูดฝุ่นพรมเป็นประจำ ใช้ถุงเครื่องดูดฝุ่นหรือกรองที่สองมีความหนาที่มีรูขุมขนมีขนาดเล็กมากสามารถลดปริมาณของไรในอากาศ ผู้ป่วยที่มีความสำคัญมากที่สุดอาจพบว่ามันสะดวกในการสวมหน้ากากในขณะที่คุณผ่านเครื่องดูดฝุ่นเพื่อลดปริมาณสารก่อภูมิแพ้จากสูดดม
  8. ดูดฝุ่นเอาไรจากการปูพรม แต่ในความเป็นจริงที่พวกเขาจะถูกเอาออกเพียงไม่กี่นาที มีสารเคมีเพื่อฆ่าไรและแอนติเจนทำให้ผิดลักษณะเดิมคือ ในกรณีใด ๆ ผลจะไม่เป็นอนุมูลและในกรณีใด ๆ จะไม่ได้รับการรักษาในระยะยาว ใช้บ่อยของสารเคมีในบ้านของคนที่มีความไวต่อไรไม่แนะนำ

วิธีจัดการกับกลิ่นอันไม่พึงประสงค์

วิธีจัดการกับกลิ่นอันไม่พึงประสงค์ค่ะ
1. กลิ่นอับ
           ประเดิมกลิ่นแรกกันด้วยกลิ่นอับของเสื้อผ้า มันออกจะน่าหงุดหงิดใช่ไหมคะ ผ้าชื้น ไม่แห้งก็เซ็งจะแย่อยู่แล้ว แล้วยังจะมีกลิ่นเหม็นอับตามมาแจมอีก และถ้าจำเป็นจริง ที่ต้องใส่เสื้อผ้าตัวนั้นด้วย ก็คงปวดประสาทรับกลิ่นกันทั้งคนใส่ทั้งคนที่อยู่ข้าง แน่  
           
วิธีกำจัดกลิ่นอับอย่างเด็ดขาดคือการแกว่งสารส้มในน้ำที่จะใช้ซักผ้าประมาณ 10 นาที แล้วซักได้ตามปกติ รวมถึงการใช้น้ำยาปรับผ้านุ่มที่มีกลิ่นหอมอ่อน เพราะน้ำยาปรับผ้านุ่มกลิ่นหอมแรงจะเป็นตัวกระตุ้นให้กลิ่นผ้าที่เหม็นอับ อยู่แล้ว ยิ่งส่งกลิ่นเพี้ยนไปกันใหญ่ ที่สำคัญที่สุดคือ คุณต้องกะเวลาในการซักผ้าให้ดี ถ้าเช้าวันไหนแดดดีก็รีบซักตากโดยไว เมื่อผ้าแห้งก็รีบเก็บทันที อย่ามัวตากอวดเพื่อนบ้านอยู่นะคะ ไม่อย่างนั้นคุณจะเสียเวลาในการซักผ้าเสียเปล่า แถมยังจะเพิ่มกลิ่นอับให้เสื้อผ้าแบบไม่ตั้งใจ
http://hilight.kapook.com/img_cms2/dookdik/4.gif 2.  กลิ่นเปรี้ยว
           กลิ่นต่อมาคือ บรรดากลิ่นเปรี้ยว กลิ่นเต่าทั้งหลาย หน้าฝนแบบนี้ล่ะตัวดี เพราะไม่ใช่แค่อากาศร้อนอบอ้าว ทั้งก่อนและหลังฝนตกเท่านั้น แต่ยังมีความชื้นเข้ามาเร่งความเหม็นอับเข้าไปอีก เต่าใครดุไม่ดุก็ดูกันที่หน้าฝนนี่แหละ 
           
วิธีแก้ง่าย คือ การใช้สบู่ที่ผสมสารป้องกันเชื้อแบคทีเรียทำความสะอาดบริเวณรักแร้หรือ ข้อพับต่าง หรือใช้ผ้าขนหนูชุบน้ำหมาด เช็ดขัดบริเวณดังกล่าว เพื่อเป็นการขจัดสิ่งสกปรกและลอกเซลล์ผิวเก่าออก ซึ่งหากยังปล่อยเซลล์เหล่านี้ไว้ มันจะกลายเป็นอาหารของแบคทีเรีย ซึ่งจะส่งกลิ่นรุนแรงจนขายหน้า
http://hilight.kapook.com/img_cms2/dookdik/4.gif  3. กลิ่นเท้า
           ถัดมาก็ลงไปที่เท้าค่ะ แค่พูดถึงหลาย คนก็ต้องผงะเพราะเคยสัมผัสกับฤทธิ์ของกลิ่นมันมาแล้วจนไม่อยากที่จะโชคร้าย ไปเจออีก กลิ่นเท้าเกิดจากเชื้อแบคทีเรียที่คอยกินสิ่งสกปรกตามเท้าและส่งกลิ่นออกมา เช่นเดียวกับรักแร้ และในหน้าฝนแบบนี้ น้ำฝนที่เปียกรองเท้าทำให้เท้าอับชื้นจะยิ่งเป็นตัวกระจายเชื้อแบคทีเรียให้ ไปเกาะอยู่ตามส่วนต่าง ของเท้าและรองเท้าได้มากขึ้นด้วย 


          
 วิธีแก้ไขคือการทำความสะอาดเท้าอย่างพิถีพิถันทุกซอกเล็บด้วยสบู่ป้องกันเชื้อแบคทีเรีย และอาจเพิ่มวิธีฆ่าเชื้อโรคอย่างง่าย ด้วยการผสมน้ำมะนาว 3-4 ช้อนโต๊ะ ลงในน้ำอุ่นหนึ่งกะละมังใช้แช่เท้า ซึ่งนอกจากจะช่วยฆ่าเชื้อขจัดกลิ่นแล้ว ยังเป็นการบำรุงเล็บให้แข็งแรงด้วย และหลังจากดูแลเท้าแล้วก็ต้องมาดูแลรองเท้าด้วยการนำออกผึ่งแดดให้แห้งเสมอ เพื่อเป็นการฆ่าเชื้อโรค และระบายอากาศ หรือถ้าจะให้ดีก็ขยันซักรองเท้าบ่อย เท่าที่จะทำได้ และไม่ควรใส่รองเท้าคู่เดิมซ้ำกันหลาย วัน ต้องมีเวลาพักให้รองเท้าได้หายใจระบายอากาศออกไปบ้างเพื่อลดความอับชื้น
ของดับกลิ่นติดกระเป๋า (หอม)

           - น้ำหอมขวดเล็กๆ ที่สามารถหยิบขึ้นมาฉีดได้ทันที

           - โรลออนกลิ่นดอกไม้ธรรมชาติ

           - สเปรย์ดับกลิ่นเท้ากลิ่นเมนทอล

           - ถุงใส่เครื่องหอมหรือดอกไม้หอมอบแห้งใบเล็ก พกติดกระเป๋า

http://hilight.kapook.com/img_cms2/dookdik/4.gif 4. กลิ่นกระเป๋า
           กลิ่นสุดท้ายที่จะแนะนำให้แก้ไขกันโดยด่วนคือกลิ่นกระเป๋า ถึงจะไม่ใช่อวัยวะในร่างกาย แต่ก็หนีบอยู่ใกล้ ตัวตลอดเวลา ช่วงฝนไม่ตกก็ไม่ค่อยมีใครได้กลิ่นหรอกค่ะ แต่ถ้าฝนตกเมื่อไหร่กลิ่นกระเป๋าจะออกมาหลอนทันที ทั้งกระเป๋าหนัง กระเป๋าผ้า ส่งกลิ่นแรงไม่แพ้กัน สาเหตุก็เนื่องมาจากข้าวของในกระเป๋าที่หลายคนมักจะใส่อัด เข้าไปแบบไม่ยั้งคิด หรือแม้แต่การวางกระเป๋าบนพื้นที่ไม่สะอาด แขวนไว้ในที่ที่มีกลิ่นหรือมีฝุ่นละอองมาก สิ่งสกปรกเหล่านั้นจะเกาะติดอยู่ที่ทั้งนอกและในกระเป๋า และเมื่อไหร่ที่กระเป๋าเปียกขึ้นก็จะส่งกลิ่นที่สะสมไว้ออกมาฆ่าทุกคนที่ อยู่รอบๆ ให้ตายได้ไม่ยาก 
           
วิธีดับกลิ่นกระเป๋าง่าย และตรงจุดที่สุดคือการทำความสะอาดค่ะ ถ้าเป็นกระเป๋าหนังก็ให้ใช้ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดเครื่องหนังโดยเฉพาะ และผึ่งให้แห้งด้วยลมธรรมดา แต่หากเป็นกระเป๋าผ้าหรือกระเป๋าที่สามารถซักได้ ก็ให้ซักโดยแช่ในน้ำอุ่นก่อน จากนั้นก็ให้ซักในน้ำสบู่อ่อนๆ แต่อย่าขยี้มากเพราะกระเป๋าอาจเสียรูปทรงได้ จากนั้นให้ล้างในน้ำเปล่าผึ่งลมหรือแดดให้แห้ง และครั้งต่อที่ใช้กระเป๋าก็ให้ระวังการใส่ของเยอะๆ ในกระเป๋า โดยเฉพาะของที่อาจมีกลิ่นตกค้าง หรืออย่าวางกระเป๋าในที่ที่มีกลิ่นมาติดกระเป๋าเราได้

ขอบคุณค่ะบทความดีๆจาก slim up ค่ะ